โปรแกรม ดริปวิตามินผิว คืออะไร? ทุกเรื่องที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจดริปวิตามิน
- 13 มี.ค.
- ยาว 2 นาที

หากคุณเป็นคนที่ต้องโหมงานหนัก พักผ่อนน้อย จนเผชิญกับปัญหาผิวหมองคล้ำ และมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง การรับประทานวิตามินในรูปแบบเดิมอาจฟื้นฟูร่างกายได้ไม่ทันท่วงที ปัจจุบัน "การดริปวิตามินผิว" จึงกลายเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากวิธีนี้ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหาร และนำไปใช้ได้เกือบ 100% ในทันที ซึ่งแตกต่างจากการรับประทานวิตามินแบบเม็ดที่ต้องผ่านกระบวนการย่อย ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมไปใช้งานได้เพียง 20-40% เท่านั้น
ดริปวิตามินผิว คืออะไร?
การดริปวิตามิน (Intravenous Vitamin Therapy) คือการส่งผ่านสารน้ำ และวิตามินเข้าสู่ร่างกายทางหลอดเลือดดำโดยตรง ซึ่งส่วนประกอบของวิตามินจะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละสูตร และสถานพยาบาลแต่ละแห่ง ตัวอย่างเช่นที่ Herin Clinic จะมีบริการ "โปรแกรมวิตามินผิวดารา" รวมถึงโปรแกรมอื่น ๆ ที่ผู้รับบริการสามารถเลือกให้ตอบโจทย์ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกาย และปัญหาผิวของแต่ละบุคคลได้
ทำไม ดริปวิตามินผิว ถึงได้ผลเร็วกว่าการกินวิตามิน?
เพราะว่า กระบวนการที่เรียกว่า First-Pass Effect และ Bioavailability
First-Pass Effect คือด่านที่วิตามินทุกเม็ดต้องผ่านเมื่อกินเข้าไป เส้นทางจะเป็นแบบนี้เสมอ คือจากปากลงกระเพาะ ผ่านลำไส้ แล้ววิ่งเข้าตับก่อนถึงกระแสเลือด ตับทำหน้าที่คัดกรอง และสลายสารแปลกปลอม ซึ่งวิตามินก็ถูกสลายทิ้งไปส่วนหนึ่งในขั้นตอนนี้ด้วย
ดริปวิตามินผิว ข้ามกระบวนการทั้งหมดนี้ได้ เพราะวิตามินเข้าหลอดเลือดโดยตรง ไม่ต้องแวะตับเลย
Bioavailability คือตัวเลขที่บอกว่าร่างกายได้รับวิตามินจริงๆ กี่เปอร์เซ็นต์จากที่รับเข้าไปทั้งหมด การกินวิตามินทางปากร่างกายได้รับจริงเพียง 20–50% เท่านั้น ส่วนที่เหลือถูกสลายทิ้งระหว่างทาง แต่ ดริปวิตามินผิวร่างกายได้รับ 90–100% เพราะเข้าเลือดโดยตรง

ดริปวิตามินผิว แตกต่าง จากการกินวิตามินอย่างไร?
กินวิตามิน | ดริปวิตามินผิว | |
การดูดซึม | 20–50% | 90–100% |
ความเร็ว | ชั่วโมง–วัน | รู้สึกได้ระหว่างดริป |
เหมาะกับ | คนทั่วไป | คนต้องการผลเร็ว / มีปัญหาดูดซึม |
ตารางเปรียบเทียบ 2 แบบ

ดริปวิตามินผิว มีกี่ประเภท? (สูตรไหนเหมาะกับใคร?)
โปรแกรม Herin Secret Drip Program ดริปผิวดารา: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำง่าย สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายจากภายใน ผู้ที่ต้องการปกป้องผิวจากแสงแดด และผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น และไม่กระจ่างใส ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น ตื่นมาสดใส
โปรแกรม Begin Glow: เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นดริปวิตามินผิว หรือต้องการการบำรุงผิวอย่างอ่อนโยน รวมถึงผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือต้องเผชิญกับมลภาวะเป็นประจำ
โปรแกรม Baby Burn: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสร้างระบบเผาผลาญให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น หรืออยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงหรือไขมันพอกตับ ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย (วิตามินจะช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพ และผลลัพธ์จากการออกกำลังกาย) ตลอดจนผู้ที่รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือมีพฤติกรรมบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง และอาหารฟาสต์ฟู้ด
โปรแกรม Liver Detox: เหมาะสำหรับผู้ที่พักผ่อนน้อย ทำงานหนัก หรือมีภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีผิวพรรณหมองคล้ำไม่สดใสอันเนื่องมาจากสารพิษตกค้างในร่างกาย และผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพตับรวมถึงระบบขับสารพิษของร่างกาย
ประโยชน์ของ ดริปวิตามินผิว มีอะไรบ้าง?
โปรแกรม Herin Secret Drip Program: มีความเข้มข้นสูงกว่าสูตรทั่วไป เนื่องจากใช้ตัวยาถึง 2 กระปุกต่อครั้ง ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยกระปุกแรกจะมุ่งเน้นการซ่อมแซมเซลล์ผิว เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ส่วนกระปุกที่สองจะช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวจากแสงแดด และเสริมสร้างให้ร่างกายสามารถดูดซึมวิตามินได้ดียิ่งขึ้น
โปรแกรม Begin Glow: ช่วยลดเลือนความหมองคล้ำ และจุดด่างดำ ปรับสภาพผิวให้แข็งแรง มีภูมิต้านทาน เนียนนุ่มน่าสัมผัส พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ส่งผลให้ผิวแลดูสว่างใส เปล่งปลั่ง และมีสุขภาพดีอย่างเป็นธรรมชาติ
โปรแกรม Baby Burn: ช่วยส่งเสริมกระบวนการเผาผลาญไขมันชนิดไม่ดี (LDL) และคอเลสเตอรอลในร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้สุขภาพผิวโดยรวมดีขึ้น และลดความรู้สึกอึดอัดของร่างกาย
โปรแกรม Liver Detox: ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผิวพรรณกลับมาสดใสจากการดีท็อกซ์สารพิษภายใน ทั้งยังช่วยปรับสมดุลให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และมีพลังงานเพิ่มขึ้น
ขั้นตอนการทำดริปวิตามินผิว เป็นอย่างไร?
ปรึกษาแพทย์: เพื่อตรวจประเมินความพร้อมของร่างกาย ให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้รับบริการกังวล รวมถึงประเมินผลลัพธ์ที่คาดหวังได้
เลือกสูตรวิตามิน: แพทย์จะช่วยแนะนำสูตรที่เหมาะสมกับความต้องการ และสภาพร่างกายของผู้รับบริการมากที่สุด
ขั้นตอนการดริปวิตามิน: ใช้เวลาประมาณ 15-120 นาที ขึ้นอยู่กับสูตรที่เลือก โดยในระหว่างการให้วิตามิน ผู้รับบริการอาจรู้สึกปวดหรือตึงบริเวณที่ฉีดเล็กน้อย ซึ่งถือเป็นอาการปกติ
ดริปวิตามินผิว อันตรายไหม? ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง?
ผลข้างเคียงที่พบบ่อย:
การทำ ดริปวิตามินผิว ทำได้โดยไม่ต้องกังวล หากดูแลโดยแพทย์ และใช้อุปกรณ์รวมถึงตัวยาที่ได้มาตรฐาน" แต่อาจพบผลข้างเคียงหลังการฉีดได้บ้าง เช่น อาการเจ็บ รอยแดง หรือรอยเข็มบริเวณที่เจาะ ซึ่งถือเป็นอาการปกติ และสามารถหายได้เอง
ผลข้างเคียงที่ต้องระวัง:
การได้รับวิตามิน และแร่ธาตุบางชนิดในปริมาณที่สูงเกินความพอดี อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไต จังหวะการเต้นของหัวใจ ระดับความดันโลหิต ระบบทางเดินอาหาร และเส้นประสาทส่วนปลาย อาการแพ้สารประกอบในสูตรวิตามิน (พบได้น้อยมาก แต่อาจเกิดขึ้นได้)
ดริปวิตามินผิว ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?
โดยทั่วไปจะเริ่มสังเกตเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนหลังจากการทำประมาณ 3-4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 1 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เซลล์ผิวได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ และเริ่มกระบวนการฟื้นฟูให้ผิวกลับมาแข็งแรง ทั้งนี้ ในช่วงแรกแนะนำให้ดริปวิตามินต่อเนื่องทุก 1 สัปดาห์ (ประมาณ 3-5 ครั้ง) และเมื่อสุขภาพผิวเริ่มฟื้นฟูดีขึ้นแล้ว จึงค่อยลดความถี่ลงเป็นทุก ๆ 2-3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนต่อครั้งเพื่อคงสภาพผลลัพธ์

การดูแลตัวเองหลังทำ ดริปวิตามินผิว
ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยให้ร่างกายขับสารพิษ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มน้ำ
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ร่างกายสามารถซ่อมแซม และฟื้นฟูตัวเองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งหรือสัมผัสแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน เนื่องจากรังสียูวีจะทำลายเซลล์ผิว และทำให้ผิวหมองคล้ำ พร้อมทั้งควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงเป็นประจำทุกวัน
ดูแลทำความสะอาดผิว และทาครีมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกักเก็บ และรักษาความชุ่มชื้นของผิว
งดการสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของสารพิษที่ทำลายสุขภาพ และยังส่งผลให้วิตามินที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
เลือกคลินิกดริปวิตามินผิวอย่างไร ให้วางใจได้
การเลือกคลินิกดริปวิตามินผิวมีส่วนสำคัญมาก เพราะคลินิกที่ดีจะช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง และได้ผลลัพธ์ตรงตามที่ต้องการ
ความน่าเชื่อถือของคลินิก: ต้องมีใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาลที่ถูกต้อง และตรวจสอบได้
มาตรฐานความสะอาด: คลินิกต้องสะอาด อุปกรณ์ที่ใช้ต้องผ่านการฆ่าเชื้อ
คุณภาพตัวยาหรือวิตามิน: ตัวยาต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน (อย.) และสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
ความเชี่ยวชาญของแพทย์: ต้องดูแล และทำหัตถการโดยแพทย์
รีวิวที่น่าเชื่อถือ: ศึกษาจากผลลัพธ์ และประสบการณ์จริงของผู้ที่เคยใช้บริการ
การดูแลติดตามผล: มีระบบการให้คำปรึกษา และติดตามผลลัพธ์หลังการรับบริการอย่างใกล้ชิด
การเลือกคลินิกที่มีคุณภาพช่วยให้ได้รับผลลัพธ์ที่ตรงใจ และลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินร่างกายก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง
สายปาร์ตี้บวกกับพักผ่อนน้อยจนร่างกายประท้วง ตื่นมาแฮงค์ และเพลียสะสมมากค่ะ เลยเข้ามาลองดริปวิตามินผิว ชอบที่คลินิกดูแลดีมาก ระหว่างดริปนั่งเล่นมือถือชิลๆ ไม่เจ็บเลย รู้สึกเลยว่าหัวโล่ง ร่างกายเบาสบาย ไม่ค่อยเพลียระหว่างวันเหมือนเมื่อก่อน แถมคนรอบข้างทักว่าผิวดูสดใสไม่โทรมแล้ว ใครที่ใช้ร่างกายเปลืองหรืออยากบูสต์ผิวแบบเร่งด่วน แนะนำให้มาให้คุณหมอดูแลเลยค่ะ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) — People Also Ask
Q: ดริปวิตามินผิว กับการกินวิตามิน แบบไหนดีกว่ากัน?
A: ดริปวิตามินผิว ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้เกือบ 100% ในทันที เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูร่างกายอย่างเร่งด่วน ส่วนแบบเม็ดร่างกายจะดูดซึมได้ประมาณ 20-50% เหมาะสำหรับการบำรุงสุขภาพในชีวิตประจำวัน
Q: ทำ ดริปวิตามินผิว แล้วเจ็บไหม?
A: ในช่วงแรกแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 1 สัปดาห์ และเมื่อสุขภาพผิวเริ่มฟื้นฟูดีขึ้นแล้ว สามารถลดความถี่ลงเหลือทุกๆ 2-3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนต่อครั้ง เพื่อคงรักษาสภาพผิว
Q: ดริปวิตามินผิว แก้ Hangover (อาการเมาค้าง) ได้จริงไหม?
A: สามารถช่วยได้เป็นอย่างดีครับ เนื่องจากการดริปวิตามินเป็นการเติมน้ำและสารอาหารเข้าสู่หลอดเลือดโดยตรง จึงช่วยชดเชยภาวะขาดน้ำ ขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย และทำให้ฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าการรับประทานยา
Q: ดริปวิตามินผิว ทำได้บ่อยแค่ไหน?
A: ในช่วงแรกแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3-4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 1 สัปดาห์ และเมื่อสุขภาพผิวเริ่มฟื้นฟูดีขึ้นแล้ว สามารถลดความถี่ลงเหลือทุกๆ 2-3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนต่อครั้ง เพื่อคงรักษาสภาพผิว







