top of page

หน้าแห้ง แสบ ลอก? รู้จัก 'Skin Barrier' คืออะไร พร้อมวิธีกู้ผิวพัง

  • 20 ก.ค.
  • ยาว 2 นาที
หน้าแห้ง แสบ ลอก? รู้จัก 'Skin Barrier' คืออะไร พร้อมวิธีกู้ผิวพัง

Key Takeaway

  • Skin Barrier มีหน้าที่ 2 อย่าง ไม่ให้ความชุ่มชื้นไว้ข้างในไม่ให้ระเหยออก และกั้นสิ่งแปลกปลอม (ฝุ่น PM2.5, แบคทีเรีย, UV) ไม่ให้ซึมลงไปทำร้ายเซลล์ผิวชั้นลึก


  • อาการหน้าแห้งลอก แสบแดง หรือสิวขึ้นซ้ำซาก ส่วนใหญ่เกิดจากการล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น โบกครีมหลายชั้นเกินไป และใช้ AHA/BHA ลอกผิวถี่จนผิวสร้างเซลล์ใหม่ไม่ทัน


  • เมื่อผิวอ่อนแอ ให้งดใช้ AHA, BHA และ Retinol ไปก่อน 2–4 สัปดาห์ แล้วกลับมาใช้สกินแคร์พื้นฐานที่เน้นสารเช่น Hyaluronic Acid, Niacinamide และ Vitamin B5


  • ยารักษาสิวส่วนใหญ่มีฤทธิ์ทำร้าย Skin Barrier ผิว หากเอาแต่คุมมันและฆ่าเชื้อโดยไม่ทามอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลจะเกิดสิวอักเสบเรื้อรัง


  • ฟื้นฟูจากภายในด้วย Herin Skin Booster Program: ในช่วงที่Skin Barrier พังจนกักเก็บน้ำไม่อยู่ การนำส่งสารให้ความชุ่มชื้นและสารอาหารลงสู่ผิวชั้นลึกโดยตรง จะช่วยสนับสนุนให้กระบวนการซ่อมแซมตัวเองของผิวทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น


Skin Barrier คืออะไร?

Skin barrier คือ ผิวหนังชั้นนอกสุดของเรา หน้าที่มี 2 อย่างคือ:


กักเก็บความชุ่มชื้น ป้องกันผิวแห้ง

คือคอยล็อกน้ำในผิวไม่ให้ระเหยออกไปในอากาศ พอกำแพงไขมันของเราเรียงตัวปิดสนิท ผิวก็จะอุ้มน้ำไว้ได้เต็มที่ ที่ตาเรามองเห็นคือ ผิวจะมีน้ำมีนวล ดูอิ่มฟู มีความยืดหยุ่น (กดแล้วเด้งสู้มือ) และไม่เกิดปัญหาผิวแห้งลอกเป็นขุยจนหน้าดูหมอง


ปกป้องผิวจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

ทำหน้าที่กั้นไม่ให้สิ่งแปลกปลอมจากภายนอกทะลุเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายๆ ได้แก่:


  • สารเคมีและฝุ่นควัน: ป้องกันไม่ให้ฝุ่นจิ๋วอย่าง PM2.5 หรือสารเคมีอันตรายซึมลงไปทำร้ายเซลล์ผิว


  • เชื้อโรค (แบคทีเรียและเชื้อรา): คอยดีดเชื้อโรคออกไป ไม่ให้แทรกซึมลงไปในรูขุมขนจนเกิดการติดเชื้อหรือกลายเป็นสิว


  • รังสี UV: ชั้นขี้ไคลที่ทับซ้อนกันช่วยสะท้อนและกระจายแสงแดดออกไปได้ส่วนหนึ่ง ก่อนที่รังสีจะทะลุลงไปทำลายดีเอ็นเอของผิวชั้นลึก


หน้าที่ของ Skin Barrier ที่สำคัญต่อผิวและร่างกาย

ลดการอักเสบและความไวของผิว

ใต้ชั้นเกราะผิวของเราเป็นปลายประสาทรับความรู้สึกจำนวนมาก ถ้าเกราะป้องกันเราหนาแน่น สารเคมีหรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปจะซึมลงไปไม่ถึงปลายประสาทช่วยไม่ให้ปลายประสาทตื่นตระหนกเกินเหตุ ทำให้อาการแสบ แดง คัน หรือยิบๆ เวลาโดนอะไรนิดอะไรหน่อย ลดลง


ชะลอริ้วรอยก่อนวัย

พอผิวอุ้มน้ำได้ดี เซลล์ผิวจะเต่งตึงเหมือนลูกโป่งที่เป่าลมเต็ม ซึ่งช่วยพยุงไม่ให้เกิด "ริ้วรอยตื้นๆ ที่เกิดจากผิวแห้ง นอกจากนี้ พอกำแพงผิวไม่แตก ร่างกายก็จะไม่เกิดการอักเสบสะสมอยู่ข้างใน (การอักเสบเงียบที่ตาเปล่ามองไม่เห็น) ซึ่งการอักเสบนี้แหละ ที่ไปสั่งให้ร่างกายปล่อยสารออกมาสลายคอลลาเจนใต้ผิวให้เหี่ยวก่อนวัย


อะไรที่บอกว่า Skin Barrier ของคุณกำลังพัง

อะไรที่บอกว่า Skin Barrier ของคุณกำลังพัง

อาการที่พบบ่อยเมื่อ Skin Barrier อ่อนแอ

  • แห้ง ตึง ลอก: นี่คือสัญญาณเตือนแรกสุดว่าผิวเก็บน้ำไม่อยู่แล้ว ต่อให้เพิ่งทาครีมไปไม่กี่ชั่วโมง ผิวก็กลับมาแห้งตึงเหมือนเดิมเพราะน้ำระเหยออก


  • ทาครีมตัวเดิมแล้วรู้สึก แสบ แดง หรือยิบๆ: จากที่เคยใช้ได้สบายๆ กลายเป็นทาแล้วแสบ เพราะสารในครีมมันเลยซึมทะลุลงไปโดน ปลายประสาทที่อยู่ชั้นล่างได้


  • สิวขึ้นที่เดิมซ้ำๆ หรือเป็นผื่นไม่หายสักที: แบคทีเรียสิวลงไปในรูขุมขนได้ลึกกว่าเดิม กลายเป็นสิวอักเสบเรื้อรังที่ทายาแบบเดิมก็เอาไม่อยู่


  • หน้าหมอง หยาบกร้าน: พอผิวแห้งขาดน้ำ เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วกองทับถมกันอยู่บนหน้า ผิวเลยดูสากและไม่สะท้อนแสง


สาเหตุหลักที่ทำให้ Skin Barrier พัง

พฤติกรรมการดูแลผิวที่ทำลายเกราะผิวโดยไม่รู้ตัว

  • ล้างหน้าบ่อยไป หรือใช้น้ำอุ่นจัด: ให้นึกภาพเวลาเราล้างจานมันๆ ด้วยน้ำร้อนแล้วคราบมันหลุดออกอย่างง่าย ผิวเราก็เหมือนกัน น้ำที่ร้อนเกินไปมันจะไป ละลายไขมันดีให้ไหลลงท่อไปพร้อมกับสบู่


  • ใช้โฟมล้างหน้าแรงเกินไป: ทำความสะอาดที่แรงเกินไปมันไม่ได้เอาออกแค่ฝุ่น แต่เอาความชุ่มชื้นไปด้วย ส่วนโฟมที่มีความเป็นด่างสูงๆ ก็จะไปล้าง 'ฟิล์มกรดอ่อนๆ' ที่คอยกันเชื้อโรคหายไปจนหมด


  • ผลัดเซลล์ผิวโหดเกินไปใช้ AHA / BHA บ่อยไป: ตามปกติร่างกายเราต้องใช้เวลาเกือบเดือนถึงจะสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนได้ การที่เราเอากรดไปลอกออกทุกวัน เป็นการเร่งให้ผิวที่ยังอ่อนอยู่ออกมาเร็วเกินไปทำให้ผิวมีอาการระคายเคืองตลอดเวลา


  • ทาสกินแคร์ซ้อนกันหลายตัวเกินไป: การโบกครีมทีละ 5–6 ชั้น หรือเปลี่ยนครีมเซตใหม่ทุกอาทิตย์ ทำให้ผิวต้องเจอค่ากรด-ด่างจากสิบกว่ายี่ห้อที่มาตีกันเองบนหน้า จนผิวเกิดอาการล้าและระคายเคืองสะสม


ภายนอกร่างกาย

  • แดด (UV) และฝุ่น PM2.5: แสงแดดกับมลภาวะมันจะเข้าไปทำปฏิกิริยา ไขมันดีบนหน้าเราให้เสื่อมสภาพ พอไขมันเสียสภาพ ทำหน้าที่ล็อกน้ำไม่ได้


  • นั่งในห้องแอร์ทั้งวัน: อากาศเย็นๆ ในห้องแอร์มีความชื้นต่ำมาก เลยทำให้น้ำออกจากผิวหน้าอยู่ตลอด


  • น้ำประปาที่ใช้ล้างหน้า: แร่ธาตุบางอย่างในน้ำประปา เวลาโดนกับสบู่จะจับตัวเป็นคราบฟิล์มบางๆ ล้างออกไม่หมดแล้วเกาะติดอยู่บนหน้า คราบนี้จะไปขัดขวางไม่ให้ไขมันดีเรียงตัวได้สนิท


ภายในร่างกาย

  • อายุที่เพิ่มขึ้นพอเลข 30 การผลิตไขมันในร่างกายจะเริ่มช้าลงผลิต 'เซราไมด์' ออกมาเคลือบผิวจะน้อยลงเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ


  • เวลาเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนชื่อ คอร์ติซอล ออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มันมีนิสัยชอบ "สั่งเบรก" ไม่ให้ผิวสร้างเซลล์ใหม่ และสั่งหยุดซ่อมแซมตัวเอง


  • กรรมพันธุ์บางคนเกิดมาพร้อมกับยีนที่ผลิต 'สารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ' ได้น้อยกว่าคนอื่นมาตั้งแต่แรก Skin Barrier ของคนกลุ่มนี้เลยแห้งได้ง่าย


  • มีโรคผิวหนังประจำตัว: เช่น ภูมิแพ้ผิวหนัง หรือเซบเดิร์ม ซึ่งเป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายรวนเอง ทำให้Skin Barrier เสียสมดุลอยู่ตลอด


วิธีดูแลและฟื้นฟู Skin Barrier ให้แข็งแรงอย่างถูกวิธี

ธรรมชาติของผิวเราซ่อมตัวเอง ได้อยู่แล้วแค่หยุดกวนผิวก่อน ไม่ใช่พอผิวพังปุ๊บก็ยิ่งรีบไปซื้อครีมแพงๆ ตัวใหม่มาโบกทับส่วนสารที่ช่วยในการดูแล Skin Barrier คือ:


  • ไฮยาลูรอนิก แอซิด Hyaluronic Acid: ทำหน้าที่เหมือน "ฟองน้ำ" คอยดูดน้ำจากอากาศและจากใต้ผิวขึ้นมาหล่อเลี้ยงกำแพงชั้นบน


  • ไนอาซินาไมด์ Niacinamide 2–5%: ช่วยลดอาการอักเสบ


  • แพนทีนอล Panthenol / Vitamin B5: ทำหน้าที่ช่วยอุ้มน้ำ และเป็นเหมือน 'พลาสเตอร์ยา' คอยปิดสมานรอยแตกจิ๋วๆบนผิว


ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวชั้นลึกด้วย Herin Skin Booster Program จาก Herin Clinic

ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิวชั้นลึกด้วย Herin Skin Booster Program จาก Herin Clinic

การทาครีมมอยส์เจอไรเซอร์คือการซ่อมแซมและเคลือบผิวจาก "ภายนอก" แต่ในภาวะที่ Skin Barrier เสียสมดุลอย่างรุนแรงจนผิวสูญเสียน้ำตลอดเวลา การนำส่งสารอาหารลงสู่ผิวชั้นลึกโดยตรงจะช่วยให้ผิวฟื้นตัวตามธรรมชาติได้สมบูรณ์ขึ้น


ที่ Herin Clinic มี Herin Skin Booster Program โปรแกรมฉีดเซตผิวดารา ซึ่งเป็นการนำส่งสารกลุ่มให้ความชุ่มชื้น เช่น Hyaluronic Acid และสารอาหารผิว ลงสู่ชั้นผิวหนังโดยตรง เพื่อทำหน้าที่เป็นเหมือนแหล่งเก็บน้ำ ใต้ผิว:


  • ช่วยอุ้มน้ำให้ผิวชั้นลึก ลดปัญหาผิวแห้งกร้าน สาก หรือลอกเป็นขุยจากภาวะเกราะป้องกันผิวพัง


  • เมื่อผิวชั้นในมีระดับความชุ่มชื้นที่เหมาะสม เซลล์ผิวจะมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างชั้นขี้ไคลใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียหาย


  • พอใต้ผิวมีน้ำหล่อเลี้ยงหนาแน่นขึ้น จะช่วยประคองไม่ให้สารเคมีหรือสภาพอากาศซึมลงไปรบกวนปลายประสาท ลดอาการแสบ แดง หรือยิบๆ


เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งขาดน้ำเรื้อรัง ทาครีมเท่าไรก็ยังรู้สึกตึงผิว หรือผู้ที่ต้องการเตรียมผิวให้อิ่มฟูและมีความยืดหยุ่น


หากคุณกำลังเผชิญปัญหา Skin Barrier อ่อนแอ สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิว หรือสอบถามรายละเอียดของ Herin Skin Booster Program เพิ่มเติมได้ที่ Herin Clinic


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Skin Barrier

Skin Barrier พังใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะฟื้น?

โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ เพราะตามธรรมชาติแล้ว ผิวของเราจะใช้เวลาเกือบๆ 1 เดือน (ประมาณ 28 วัน) ในการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาดันเซลล์เก่าที่พังแล้วให้หลุดออกไป

จำเป็นมากที่สุด จุดที่คนเป็นสิวพลาดกันบ่อย เพราะมัวแต่จะคุมมันกับฆ่าเชื้อสิว จนหายาทาสิวแรงๆ มาลงกับผิวไป ความจริงคือ ยารักษาสิวส่วนใหญ่มันมีฤทธิ์ไปทำลาย Skin barrier บนหน้าเราด้วย พอSkin barrier เสียผิวก็ไม่มีแรงไปสู้กับเชื้อสิว แบคทีเรียเลยยิ่งลงไปได้ลึกขึ้น กลายเป็นสิวอักเสบขึ้นซ้ำซากดังนั้น คนผิวมันเป็นสิวเลยต้องทามอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเบาๆ (พวกเนื้อเจลหรือโลชั่น) เพื่อช่วยพยุงผิวไว้คู่กับการทายาสิวเสมอ

ในช่วงที่ Skin Barrier กำลังอ่อนแอหรือระคายเคืองง่าย ยังไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม AHA/BHA หรือ Retinol เพราะสารเหล่านี้อาจทำให้ผิวแห้ง แสบ แดง หรือระคายเคืองมากขึ้นได้


ทางที่ดีควรพักการใช้ไปก่อนประมาณ 2–4 สัปดาห์ และเน้นฟื้นฟูความชุ่มชื้นของผิวให้แข็งแรงขึ้นก่อน เมื่อผิวกลับมาอยู่ในสภาพปกติ เช่น ล้างหน้าแล้วไม่รู้สึกแสบ คัน หรือระคายเคือง ค่อยเริ่มกลับมาใช้ใหม่ทีละน้อย เช่น สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง แล้วค่อยปรับความถี่ตามความเหมาะสมของผิว

ไม่เหมือนกัน แต่มีความเกี่ยวข้องกัน


Skin Barrier อ่อนแอ คือภาวะที่เกราะป้องกันผิวทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งอาจเกิดจากการล้างหน้าบ่อยเกินไป ใช้สกินแคร์ที่ระคายเคือง แสงแดด มลภาวะ หรือปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผิวมักจะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับมาได้


ส่วน ผิวแพ้ง่าย เป็นลักษณะของผิวที่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นได้ง่ายกว่าปกติ เช่น เครื่องสำอาง สภาพอากาศ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวบางชนิด โดยอาจเกิดจากพันธุกรรม หรือเกิดร่วมกับภาวะ Skin Barrier อ่อนแอก็ได้


ดังนั้น คนที่มี Skin Barrier อ่อนแออาจมีอาการคล้ายผิวแพ้ง่ายได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนผิวแพ้ง่ายตลอดไปเสมอไป


 
 
bottom of page